เรื่องเจ็บๆ ของเล็บขบ

Last updated: May 7, 2016  |  661 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog

เรื่องเจ็บๆ ของเล็บขบ

เล็บขบเกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อด้านข้างเล็บ ซึ่งถูกเล็บแข็งๆ กดหรือจิกจนอักเสบ มีอาการปวดบวมแดง และหากการอักเสบนั้นมีการติดเชื้อซ้ำเติมก็จะเป็นหนองทำให้ปวดมา เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุของการเกิดโรคเล็บขบแล้ว พบว่าเล็บขบเกิดได้จากสองปัจจัยคือ ลักษณะโครงสร้างทางกายวิภาคของเล็บเอง และวิธีการดูแลเล็บ

ในเรื่องโครงสร้างของเล็บนั้น ผู้ที่มีขอบเล็บโค้งมากมีโอกาสเป็นเล็บขบได้มากกว่าผู้ที่มีเล็บปกติ ทั้งนี้เพราะความโค้งของขอบเล็บทำให้เล็บจิกเข้าไปในเนื้อเยื่อข้างเล็บ ก่อให้เกิดความเสียดสี การบาดเจ็บ และเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบตามมาได้โดยง่าย

ในเรื่องวิธีการดูแลเล็บนั้น ผู้ที่ดูแลไม่ถูกวีธีก็อาจทำให้เป็นเล็บขบได้ ที่เป็นปัญหาอยู่บ่อยๆ คือการตัดเล็บ การตัดเล็บเท้าที่ถูกต้องนั้น ควรตัดให้ขอบเล็บตรง ไม่ตัดจนสั้นเกินไป อีกทั้งไม่ควรคว้านขอบด้านข้างของเล็บลึกเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้ การสวมใส่รองเท้าที่ปลายคับเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของเล็บขบได้ เนื่องจากแรงบีบจากรองเท้าที่คับมากนั้น จะทำให้เล็บเสียดสีกับเนื้อเยื่อข้างเล็บให้ถลอก หรือไม่ก็เป็นแผลเล็ก ๆ ซึ่งทำให้มีการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ง่ายขึ้น

โรคเล็บขบแบ่งออกตามความรุนแรงของโรคเป็น 3 ระดับคือ

ระดับเล็กน้อย ในระดับนี้ผู้เป็นเล็บขบจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย อาการปวดอาจเพิ่มขึ้นไปอีกไม่มากนักถ้าหากว่าบีบหรือกดที่เล็บ เนื่อเยื่อข้างเล็บมีลักษณะบวมแดงเล็กน้อย ไม่มีหนอง

ระดับปานกลาง ผู้เป็นเล็บขบจะปวดมากขึ้น เนื้อเยื่อข้างเล็บบวมแดง และอาจพบแผลตื้นๆ มีน้ำเหลืองซึมตรงบริเวณนั้นได้

ระดับรุนแรง มีอาการปวดมากจนกระทั่งเดินลำบาก เนื้อเยื่อบริเวณนั้นบวมแดงมาก และมีหนองไหลออกมา ในรายที่เป็นเล็บขบมาก และเป็น ๆ หาย ๆ มานานจะพบว่าเนื้อเล็บหนาขึ้น และผิดรูปได้ ในกรณีที่เป็นเล็บขบอย่างรุนแรง ก็ควรไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

เนื่องจากว่าสาเหตุของเล็บขบส่วนใหญ่มาจากการตัดเล็บไม่ถูกวิธีและการสวมรองเท้าที่คับเกินไป ดังนั้นเราจึงควรป้องกันเล็บขบ ด้วยการกลับมาทบทวนว่าที่ผ่านมาเราตัดเล็บ(เท้า) ถูกต้องแล้วหรือยัง “เล็บเท้าตัดตรง และไม่ตัดจนสั้นเกินไป” จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักอยู่เสมอ

(บทความนี้ลงพิมพ์ในวารสาร "วิทยาจารย์" ปีที่ 109 ฉบับที่ 6 ประจำเดือน เมษายน 2553)

บทความโดย นพ.ธีรวรรธน์ ขันทอง 

Powered by MakeWebEasy.com